การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012
การเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012 มีกำหนดจัดการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2012 ตามเวลาในท้องถิ่น ซึ่งเป็นตามกฎการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกๆ 4 ปีจะจัดการเลือกตั้ง 1 ครั้ง โดยครั้งนี้นับเป็นการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 57
สำหรับผู้สมัครรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 57 นี้ บารัค โอบาม่า จาก พรรคเดโมแครก ได้ลงสมัครชิงเก้าอี้ตำแหน่งเดิมเป็นสมัยที่ 2 โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ มิตต์ รอมมีย์ จาก พรรครีพลับลีกันนอกจากผู้สมัครรายใหญ่ทั้ง 2 คนแล้ว ยังมีผู้สมัครคนอื่นๆ ได้แก่ แกรี่ จอห์นสัน จาก พรรคลิเบอร์ทาเรียน , จิล สตีนน์ จาก พรรคกรีน , เวอร์กิล กู๊ดด์ จาก พรรคคอนซิททูชั่น และ ร็อกกี้ แอนเดอร์สัน จาก พรรคจัสติส
ส่วนการนับผลการเลือกตั้ง ประชาชนจะทราบผลงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ธันวาคม 2012 ซึ่งจะแบ่งผลออกเป็น 2 แบบ คือ ป๊อปปูล่าร์ โหวต และ อีเล็กทรอรอล โหวต เนื่องจากการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะเลือกผู้แทนของพวกเขา เข้าไปเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งจากประชาชนจึงเหมือนเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งผลสุดท้ายต้องได้ อีเล็กทรอรอล โหวต มากกว่า 270 โหวต หรือเท่ากับ
ขณะที่กติกาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ยังได้กำหนดไว้ว่า ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด หมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนในมลรัฐนั้นๆ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด ดังนั้นหากมลรัฐใดมีจำนวนผู้เลือกตั้งมาก ก็ย่อมเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย (55 ที่) รัฐเท็กซัส (34 ที่) รัฐนิวยอร์ก (31 ที่) หรือ รัฐฟลอริด้า (27 ที่) เป็นต้น
ภายหลังจากการทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ก็จะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยประธานาธิบดีคนเดิมจะดำรงตำแหน่งอยู่จนเวลาเที่ยงวันของวันนั้น

ผลการเลือกตั้ง
ตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2012 นี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่หนึ่งในสาม (33 คน) และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีขึ้นทุกสองปี) เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรสที่ 113 การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสิบเอ็ดรัฐและอีกหลายการเลือกตั้งรัฐสภาของรัฐจะยังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันด้วย
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ที่จะเป็นตัวแทนประชาชนไปเลือกประธานาธิบดี มีทั้งหมด 538 เสียง ผู้ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีต้องได้รับคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งนี้ให้ได้ 270 เสียง จึงจะเป็นผู้ชนะ เมื่อเวลา 11.15 น. ตามเวลาในประเทศไทย บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างไม่เป็นทางการ ไปด้วย 275 เสียง ส่วนมิตต์ รอมนีย์ ได้รับ 203 เสียง ในขณะนี้ (17.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) โอบามาได้ 303 เสียง ส่วนรอมนีย์ได้ 206 เสียง
13.41 น. โอบามา ขึ้นเวทีแถลงชัยชนะ13.17 น. Huffingtonpost รายงานคะแนนเลือกตั้ง โอบามา 303 รอมนีย์ 203 คะแนน13.00 น. นายมิตต์ รอมนีย์ แถลงยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นทางการ หลังพ่ายแพ้ต่อ นายบารัก โอบามา ที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำประเทศสมัยที่ 2 ติดต่อกัน11.51 น. Huffingtonpost รายงานคะแนนเลือกตั้ง โอบามา 290 รอมนีย์ 203 คะแนน11.40 น. บารัค โอบามา ทวีตขอบคุณหลังทราบว่าได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งแล้ว 275 เสียง เกินจากที่ต้องได้อย่างน้อย 270 เสียงเพื่อชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แม้ว่าผลการนับคะแนนในหลายรัฐยังไม่ออกมาก็ตาม11.38 น. CNN และ Fox News ประกาศ โอบามา ชนะการเลือกตั้ง11.16 น. NBC ประกาศ โอบามา ชนะการเลือกตั้ง11.15 น. ผลเลือกตั้ง โอบามา 275 รอมนีย์ 203 คะแนน11.00 น. ผลเลือกตั้ง โอบามา 244 รอมนีย์ 193 คะแนน


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดเนื่องจากเป็นกระบวนการสรรหาผู้นำของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงก่อให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับขั้นตอนการเลือกตั้งดังกล่าวมากพอสมควร
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือกระบวนการสรรหาบุคคลผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เริ่มต้นจากกระบวนการสรรหาผู้แทนของพรรคการเมืองผ่านการเลือกตั้งในระดับพรรคการเมืองของมลรัฐ หรือที่เรียกว่า Primary Election โดยกระบวนการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรหาตัวแทนของพรรคเพื่อไปลงแข่งขันเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการสรรหาผู้แข่งขันของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเป็นการสรรหาบุคคลภายในพรรคที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเนื่องจากพรรคการเมืองทั้งสองเป็นพรรคการเมืองหลักของสหรัฐฯ มาเป็นเวลาช้านาน
กระบวนการสรรหาของทั้งสองพรรคจะเริ่มต้นโดยการสรรหาผู้ชนะในแต่ละรัฐก่อน ซึ่งวิธีที่ทั้งสองพรรคใช้ในการหาก็คือการเลือกตั้งแบบ Primary และ แบบ Caucus แต่แบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือแบบ Primary โดยการเลือกตั้งทั้งสองแบบมีวิธีการที่แตกต่างในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่ว่าพรรคในรัฐนั้นๆ ต้องการที่จะเลือกใช้แบบใด เช่นในบางรัฐ พรรคอาจจัดการเลือกตั้งให้กับเฉพาะบุคคลที่ลงทะเบียนกับพรรค หรือในบางรัฐ การเลือกตั้งอาจเปิดให้กับบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ การเลือกตั้งในระดับพรรคถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ เป็นการลงคะแนนให้กับตัวแทนที่ได้ให้คำปฏิญาณว่าจะไปลงคะแนนให้กับผู้แข่งขันในการประชุมพรรคระดับชาติ หรือ National Convention โดยตัวแทนเหล่านี้ได้รับการสรรหาโดยพรรคการเมืองในระดับรัฐ ทั้งนี้ ในรัฐส่วนใหญ่ จะมีกฎของพรรคในระดับรัฐควบคุมให้ตัวแทนลงคะแนนให้กับผู้แข่งขันตามที่ได้ตกลงกันไว้ (binding primary) จะมีเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้นที่ไม่มีกฎควบคุมดังกล่าว (non-binding primary)
ตามปกติแล้ว การเลือกตั้งภายในพรรคการเมืองจะเริ่มที่รัฐไอโอว่าและนิวแฮมป์เชียร์ เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งในสองรัฐนี้จึงได้รับความสนใจมากจากคนอเมริกัน เนื่องจากว่าผลการเลือกตั้งของสองรัฐนี้จะเป็นการสร้างกระแสและบ่งชี้ถึงผู้แข่งขันที่มีโอกาสได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการเข้าแข่งขันเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยสาเหตุนี้เอง จึงมีผู้วิจารณ์ว่าการเลือกตั้งไม่ควรเริ่มที่สองรัฐดังกล่าวเนื่องจากทั้งสองรัฐไม่ได้เป็นตัวแทนที่ดีของสหรัฐฯ ในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากมีรายได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของรัฐทั้งประเทศและในด้านลักษณะประชากรเนื่องจากประกอบไปด้วยประชากรผิวขาวเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ การเลือกตั้งในลักษณะนี้ส่งผลให้การเลือกตั้งในรัฐอื่นๆ ซึ่งมีกำหนดการเลือกตั้งหลังสองรัฐนี้เป็นระยะเวลานาน ไม่มีความสำคัญเนื่องจากทั้งสองพรรคได้รับตัวแทนเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว หลังจากที่แต่ละรัฐสามารถหาผู้ชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐได้แล้ว ตัวแทนของผู้ชนะจากแต่ละรัฐจะไปรวมตัวกันในการประชุมพรรคระดับชาติ หรือ National Convention เพื่อร่วมกันลงคะแนนหาตัวแทนของพรรคในการเข้าแข่งขันเลือกตั้งประธานาธิบดี ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง จำนวนของตัวแทนในแต่ละรัฐจะมีจำนวนไม่เท่ากันและไม่แน่นอน โดยพรรคแต่ละพรรคจะคำนวณหาจำนวนที่เหมาะสมของจำนวนของผู้แทนในแต่ละรัฐเพื่อลงคะแนนให้กับผู้เข้าแข่งขัน โดยอาจจะคำนวณจากจำนวนของประชากร หรือ แนวทางการลงคะแนนของการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา โดยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2547 พรรคเดโมแครตมีจำนวนตัวแทนทั้งหมด 4,353 คน และพรรครีพับลิกันมีจำนวนตัวแทนทั้งหมด 2,509 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวแทนเหล่านี้ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวที่เป็นผู้กำหนดตัวแทนของพรรคในการเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเนื่องจากว่าทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันจะนำบุคคลซึ่งไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งในระดับ Primary มาร่วมลงคะแนนด้วยโดยเรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า Super-delegate ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของพรรคและนักการเมืองของพรรค โดยเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างมากในการร่วมกำหนดว่าใครจะเป็นตัวแทนของพรรคในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น