วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ถามตอบปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย


1. กฎหมาย คืออะไร?
       กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับความประพฤติของมนุษย์  ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุด หรือรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้บัญญัติขึ้นผู้ใดฝ่าฝืน มีสภาพบังคับ


2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย มีอะไรบ้าง?
       กฎหมายต้องมีลักษณะ  ๕ ประการดังนี้
         1. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
         หมายความว่า  กฎหมายนั้นต้องอยู่ในรูปของคำสั่ง  คำบัญชา  อันเป็นการแสดงออกซึ่งความประสงค์ของผู้มีอำนาจในลักษณะเป็นการบังคับ  เพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ  มิใช่เป็นการประกาศชวนเชิญเฉย ๆ  เช่น  ในสมัย  จอมพล ป. พิบูลสงคราม  เป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนคนไทยให้สวมหมวก  เลิกกินหมากและให้นุ่งผ้าซิ่นแทนผ้าโจงกระเบน  ประกาศนี้แจ้งให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลนิยมให้ประชาชนปฏิบัติอย่างไร  มิได้บังคับจึงไม่เป็นกฎหมาย
         2. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ 
         รัฎฐาธิปัตย์คือ  ผู้ที่ประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน  โดยที่ไม่ต้องฟังอำนาจจากผู้ใดอีก  ดังนี้รัฎฐาธิปัตย์จึงไม่ต้องพิจารณาถึงที่มาหรือลักษณะการได้อำนาจว่าจะได้อย่างไร  แม้จะเป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารก็ตามถ้าหากคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารเป็นรัฎฐาธิปัตย์ที่สามารถออกคำสั่ง  คำบัญชาในฐานะเป็นกฎหมายของประเทศได้
         3. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป
         หมายความว่า  กฎหมายต้องเป็นเรื่องที่เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับเป็นการทั่วไป  ไม่ใช่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่ง  หรือให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดปฏิบัติตามเท่านั้น  ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอายุ  เพศ หรือฐานะอย่างไรก็ตกอยู่ภายใต้ของการใช้บังคับกฎของกฎหมายอันเดียวกัน  (โดยไม่เลือกปฏิบัติ)  เพราะบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน  แม้กฎหมายบางอย่างอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่บุคคล  หรือวางความรับผิดชอบให้แก่คนบางหมู่เหล่า  แต่ก็ยังอยู่ในความหมายที่ว่าใช้บังคับทั่วไปอยู่เหมือนกัน  เพราะคนทั่ว ๆ  ไปที่เข้ามาเกี่ยวข้องในกฎหมายนั้นก็ยังต้องปฏิบัติตามอยู่เสมอ
          สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือ  กฎหมายเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้วก็ใช้ได้ตลอกไป (CONTINUITY) จนกว่าจะถูกแก้ไขเพิ่มเติมหรือถูกยกเลิก  หากไม่มีการยกเลิกก็มีผลบังคับใช้ได้เสมอ  ดังสุภาษิตกฎหมายที่ว่า กฎหมายนอนหลับบางคราวแต่ไม่เคยตาย (THELAW  SOMETIMESSLEEP, NEVER DIE)
         4. กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม
          แม้การปฏิบัติบางครั้งอาจจะเกิดจากความไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติ  แต่หากเป็นคำสั่ง  คำบัญชาแล้ว ผู้รับคำสั่ง  คำบัญชา  ต้องปฏิบัติตาม  หากขัดขืนไม่ปฏิบัติตามก็จะเกิดสภาพบังคับของกฎหมาย  อันเป็นผลร้ายต่อผู้ฝ่าฝืนคำสั่งนั้น  และเป็นที่พึงเข้าใจด้วยว่าผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะรับคำสั่งและปฏิบัติตามกฎหมายได้นั้นต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย
          อย่างไรก็ดีแม้กฎหมายจะไม่ใช้บังคับแก่สัตว์  แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมมิให้สัตว์ก่อความเสียหายหรือความเดือดร้อนรำคาญแก่มนุษย์  ดังนี้กฎหมายจึงกำหนดความรับผิดไว้กับบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลสัตว์เลี้ยงของตนตามสมควร  จึงมิใช่เป็นการออกคำสั่ง  คำบัญชาแก่สัตว์  แต่เป็นการควบคุมโดยผ่านทางผู้เป็นเจ้าของเท่านั้น  ตัวอย่างเช่น  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 433 บัญญัติว่า  ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์  ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้คำเสียหายทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย
         5. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
         เพื่อให้กฎหมายเกิดความศักดิ์สิทธิ์  และประชาชนเคารพเชื่อฟังปฏิบัติตามกฎหมายจึงต้องมีสภาพบังคับ  (SANCTION) สภาพบังคับของกฎหมายนั้นแบ่งเป็นสภาพบังคับในทางอาญาและทางแพ่ง
         สภาพบังคับให้ทางอาญาโดยทั่วไปแล้ว  คล้ายคลึงกัน  คือ หากเป็นโทษสูงสุดจะใช้วิธีประหารชีวิต  ซึ่งปางประเทศให้วิธีการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า  แขวนคอ  แต่ประเทศไทยในปัจจุบันให้นำไปฉีดยาให้ตายใช้วิธีประหารด้วยวิธีอื่นไม่ได้  นอกจากนั้นก็เป็นการจำคุก  เป็นการเอาตัวนักโทษควบคุมในเรือนจำ  ซึ่งต่างกับกักขังเป็นการเอาตัวไปกักไว้ที่อื่นที่มิใช่เรือนจำ  เช่นที่อยู่ของผู้นั้นเอง หรือสถานที่อื่นที่ผู้ต้องกักขังมีสิทธิดีกว่าผู้ต้องจำคุก  สำหรับกฎหมายไทยโทษกักขังจะใช้เฉพาะผู้ซึ่งกระทำผิดครั้งแรก  และความผิดนั้นมีโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน  ศาลจึงจะลงโทษกักขังแทนจำคุกได้  ส่วนการปรับคือ  ให้ชำระเงินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในคำพิพากษาต่อศาล




3. กฎหมายมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร?

1. สร้างความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมให้แก่สังคม เพราะกฎหมายเป็นหลักกติกาที่ทุกคนจะ 
ต้องปฏิบัติเสมอภาค เท่าเทียมกัน เมื่อการปฏิบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเอาเปรียบคนอื่น ขาดความ 
ยุติธรรม กฎหมายก็จะเข้ามาสร้างความยุติธรรม ยุติข้อพิพาทไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน ดังที่เรา 
เรียกกันว่า ยุติธรรม สังคมก็จะได้รับความสุขจากผลของกฎหมายในด้านนี้ 
2. รู้จักสิทธิหน้าที่ของตัวเองที่จะปฏิบติต่อสังคม 
3. ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เช่น การเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย การเป็น ทนายความ 
อัยการ ศาล ทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยต่างฝ่ายต่างช่วยกันรักษาความถูกต้อง ความยุติธรรม 
ให้เกิดขึ้นในสังคม 
4. ประโยชน์ในทางการเมืองการปกครอง เพราะถ้าประชาชนรู้กฎหมายก็จะเป็นการเสริมสร้าง 
ความมั่นคงของการปกครอง และการบริหารงานทางการเมือง การปกครอง ประโยชน์สุขก็จะตกอยู่กับ 
ประชาชน 
5. รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะกฎหมาย 
ที่ดีนั้นจะต้องให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนเท่าเทียมกัน ประชาชนก็จะเกิดความผาสุก ปลอดภัยในชีวิต 
และทรัพย์สิน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อครอบครัว ต่อบุคคลอื่น และต่อประเทศชาติ



4. การแบ่งประเภทของกฎหมาย มีการแบ่งตามหลักเกณฑ์ใดบ้าง?

กฎหมายสารบัญญัติ ( Substantive ) หมายถึงกฎหมายที่เป็นส่วนเนื้อแท้ของกฎหมาย ที่ใช้บังคับความประพฤติของพลเมือง ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา เช่น กฎหมายอาญา กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดต้องได้รับโทษ อย่างไรเป็นต้น

กฎหมายวิธีสบัญญัติ ( Adjective or Procedural Law ) หมายถึงกฎหมายที่กล่าวถึงกระบวนวิธีการที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งแพ่งและอาญา เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น



5. ให้นักเรียนเขียน ศักดิ์ หรือลำดับชั้นของกฎหมาย เรียงจากสูงไป

หาต่ำ?


  1. รัฐธรรมนูญ
  2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
  3. พระราชบัญญัติ
  4. พระราชกำหนด
  5. พระราชกฤษฎีกา
  6. กฎกระทรวง
  7. ข้อบัญญัติท้องถิ่น



6. ที่มาของกฎหมายในระบบ Civil Law มีอะไรบ้าง?


         ระบบคอมมอนลอร์เป็นระบบกฎหมายที่พัฒนาขึ้นในประเทศอังกฤษตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งในสมัยนั้นการใช้กฎหมายในประเทศอังกฤษได้รับอิทธิพลจากกฎหมายโรมันเพียงเล็กน้อย โดยกฎหมายที่ใช้บังคับก็คือ กฎหมายจารีตประเพณีของท้องถิ่นต่าง ๆ ของกลุ่มชนเป็นจำนวนมากที่มีภูมิลิเนาอยู่เขตพื้นที่ประเทศอังกฤษกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปและมีจารีตประเพณี กฎเกณฑ์กำหนดวิถีชีวิตของสมาชิกในกลุ่มของตน ทำให้จารีตประเพณีมีลักษณะที่หลากหลายและขาดเอกภาพ จนกระทั่งมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทราชย์ภายใต้การปกครองของ “กษัตริย์” ที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาด มีการจัดระบบการปกครองเสียใหม่ ในรูปการครองที่ดิน อันเป็นการเสริมให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเหนือศักดินาอื่นๆ เเละได้ตั้งตัวแทนของกษัตริย์ในลักษณะของศาลที่เดินทางไปตัดสินคดีในท้องถิ่นต่าง ๆ เรียกว่า “ศาลหลวง” ( Royal Corut ) วิธีการพิจารณาวินิจฉัยของศาลหลวงนั้นมี 2 วิธีคือ
1) เป็นการนำเอาจารีตประเพณีของท้องถิ่นมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังนี้เมื่อมีคำตัดสินจากศาลหลวงดังกล่าวท้องถิ่นนั้น ๆ ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม สำหรับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างท้องถิ่นและมีปัญหาว่าจะใช้จารีตประเพณีของท้องถิ่นใดตัดสิน ได้รับการคลี่คลายโดยระบบศาลหลวงเป็นผู้ตัดสินคดีข้อพิพาทนั้น ๆ เช่นกัน
2) ในกรณีที่ไม่มีจารีตประเพณีของท้องถิ่นศาลหลวงจำต้องสร้างหลักกฎหมายขึ้นมาใหม่โดยเป็นการใช้เหตุผลไปพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่เกิดเป็นข้อพิพาทแล้วศาลหลวงวางหลักเกณฑ์ในการตัดสินชี้ขาดจากการพิจารณาเหตุผลที่แฝงอยู่ในความสัมพันธ์ทางข้องเท็จจริงนั้นหลักเกณฑ์เช่นนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ต่างจาก
การใช้กฎหมายท้องถิ่นแบบเดิมมิใช่เป็นกฎหมายจารีตประเพณีแต่เป็นการวินิจฉัยคดีตามหลักกฎหมายทั่วไปนั้นเอง


7. ที่มาของกฎหมายในระบบ Common Law มีอะไรบ้าง?



         กฎหมายคอมมอน ลอว์ (Common Law) เป็นกฎหมายที่วิวัฒนาการมาจากคำพิพากษาของศาลพระมหากษัตริย์หรือศาลหลวง (King’s Court) อันเนื่องมาจากเดิมการพิจารณาคดีของศาลในแคว้นต่างๆ มีการพิจารณาคดีตามจารีตประเพณีของแคว้นหรือชนเผ่าตนเอง ทำให้เกิดปัญหาเมื่อมีการกระทำความผิดหรือมีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันเกิดขึ้นต่างแคว้นกัน ศาลในแต่ละแคว้นตัดสินแตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ดังนั้น พระเจ้าวิลเลี่ยม จึงจัดตั้งศาลพระมหากษัตริย์หรือศาลหลวง (King’s Court) โดยมีการคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้ ความสามารถจากส่วนกลางหมุนเวียนออกไปพิจารณาคดีในศาลท้องถิ่นทั่วทุกแคว้น มีการพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) แทนการพิจารณาคดีแบบเดิม โดยถือว่าเมื่อศาลหลวงมีคำพิพากษาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอย่างใดแล้วศาลอื่น ๆ ต้องผูกพันพิพากษาคดีตามศาลหลวง ซึ่งในระยะต้น ๆ มีปัญหาขัดแย้งในการพิพากษาคดีมาก เพราะแต่ละแคว้นก็มีจารีตประเพณีเป็นของตนเอง การใช้กฎหมายบังคับจึงต้องใช้กฎหมายจารีตประเพณีของแต่ละท้องถิ่น แต่ในระยะต่อมาความขัดแย้งเหล่านี้ค่อย ๆ หมดไปเกิดเป็นจารีตประเพณีที่ถือเป็นหลักเกณฑ์และข้อบังคับที่มีลักษณะเป็นสามัญ (Common) และใช้กันทั่วไปในศาลทุกแคว้น ด้วยเหตุนี้กฎหมายคอมมอน ลอว์ จึงเริ่มเกิดขึ้นประเทศอังกฤษนับแต่นั้นเป็นต้นมา
เนื่องจากจารีตประเพณีที่ใช้บังคับมิได้มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ศาลจึงเป็นผู้ที่นำจารีตประเพณีมาใช้และพิจารณาพิพากษาคดีโดยอาศัยประเพณีดังกล่าว คำพิพากษาศาลได้มีการบันทึกเอาไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ผู้พิพากษาคนต่อ ๆ มาใช้เป็นแบบอย่าง (Precedent) กล่าวคือ เมื่อศาลใดได้วินิจฉัยปัญหาใดไว้ครั้งหนึ่งแล้วศาลต่อ ๆ มาซึ่งพิจารณาคดี ซึ่งมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกันย่อมต้องผูกพันในอันที่จะต้องพิพากษาตามคำพิพากษาก่อน ๆ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างนั้นด้วยคำพิพากษาของศาลจึงมีลักษณะเป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง

ลักษณะเฉพาะของระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์ คือ
1.คำพิพากษาเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย ศาลต้องผูกพันพิพากษาคดีตามแนวคำพิพากษาที่ได้มีมาแต่เดิม ตามหลัก “ข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน”
2.คำพิพากษาของศาลมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นเพียงข้อยกเว้นของกฎหมายคอมมอนลอว์ ในกรณีที่ไม่มีคำพิพากษามาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
3.การศึกษากฎหมายต้องเริ่มจากการศึกษาคำพิพากษาของศาลที่มีมาแต่เดิมเป็นหลัก
4.มีต้นแบบมาจากประเทศอังกฤษ
5.ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์ (Common Law) นี้ บางตำราเรียกว่า ระบบกฎหมายจารีตประเพณี



8. ระบบกฎหมายในปัจจุบันมีกี่ระบบ ระบบใดบ้าง?



ระบบกฎหมาย ในปัจจุบัน มี 4 ระบบ ดังนี้
กฎหมายที่ใช้กันในโลกแบ่งออกได้เป็นสองระบบใหญ่ คือ ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (common law system) และระบบประมวลกฎหมาย (civil law system) ซึ่งทั้งสองระบบนี้ ต่างก็มีกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่คนโดยทั่วไปมักจดจำว่าระบบกฎหมาย common law ไม่ใช่กฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดีการแบ่งระบบกฎหมายโดยทั่วไปที่ได้รับการยอมรับกันในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ดังนี้

         1.ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law System)
เป็นระบบที่ใช้กันในเครือจักรภพอังกฤษและในสหรัฐอเมริกา โดยจะใช้คำพิพากษาที่ศาลเคยวางหลักไว้แล้วเป็นหลักในการพิจารณา ระบบนี้มีกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาเช่นเดียวกับประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย แต่ระบบกฎหมายทั่วไปนี้ จะให้อำนาจผู้พิพากษาในการตีความกฎหมายอย่างมาก จึงลดทอนความสำคัญของกฎหมายของรัฐสภาลง และจะตีความในลักษณะจำกัดเท่าที่ลายลักษณ์อักษรไว้บัญญัติเท่านั้น ตัวอย่างประเทศที่ใช้ระบบนี้ในปัจจุบันนั้น ได้แก่ เครือจักรภพอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อินเดีย เป็นต้น
2.ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law System)
ป็นระบบที่ใช้กันในภาคพื้นทวีปยุโรป โดยมีหลักกฎหมายซึ่งสืบทอดมาจากหลักกฎหมายโรมัน ในการเรียนการสอนกฎหมายของบางประเทศ เช่น เยอรมัน จะต้องเรียนรู้ภาษาลาตินก่อนจึงจะสามารถเรียนกฎหมายได้ ประมวลกฎหมายสำคัญซึ่งเป็นที่ยอมรับกันและเป็นตัวอย่างให้กับนานาประเทศ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ระบบกฎหมายนี้ ผู้พิพากษาสามารถตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรในลักษณะขยายความได้ โดยมีหลักว่า ผู้พิพากษาจะต้องค้นหากฎหมายที่จะนำมาตัดสินคดีความจากกฎหมายลายลักษณ์อักษรก่อน หากไม่ได้จึงจะใช้หลักกฎหมายทั่วไป และกฎหมายจารีตประเพณี ตัวอย่างประเทศที่ใช้ระบบนี้ในปัจจุบันนั้น ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น ประเทศสแกนดิเนเวีย รวมทั้งประเทศไทย เป็นต้น
3.ระบบกฎหมายศาสนา (Religious Law System)
หมายถึงระบบกฎหมายที่พึ่งพิงกับระบบทางศาสนาหรือใช้คัมภีร์ทางศาสนาเป็นกฎหมาย ซึ่งมักจะมีวิธีการใช้กฎหมายที่แตกต่างกันออกไป อาทิ การใช้ฮาลัคกาห์ของยิวในกฎหมายมหาชน ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นได้ lขณะที่การใช้กฎหมายอิสลามขี่นอยู่กับบรรทัดฐานการใช้กฎหมายที่มีมาก่อนและการตีความด้วยการเทียบเคียงเป็นต้น ตัวอย่างประเทศที่ใช้ระบบนี้ในปัจจุบันนั้น ได้แก่ อัฟกานิสถาน ลิเบีย อิหร่าน เป็นต้น
4.ระบบกฎหมายผสมผสาน (Pluralistic Systems)
หมายถึงระบบที่ใช้การผสมผสานจากสามระบบข้างต้น ซึ่งมักเกิดจากอิทธิพลทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างระบบกฎหมายขึ้น เช่น มาเลเชียใช้ระบบกฎหมายทั่วไปเป็นหลักผสมผสานกับระบบกฎหมายศาสนา อิยิปต์ใช้ระบบกฎหมายศาสนาเป็นหลักผสมผสานกับระบบประมวลกฎหมาย เป็นต้น




9. ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายใด?


        กฏหมายแบบ civil law 



10. องค์ประกอบสำคัญของ "รัฐ" มีอะไรบ้าง?

         องค์ประกอบสำคัญของรัฐ มี 4 ประการ คือ 
1. ประชากร รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชากรจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายและมีประโยชน์ร่วมกัน จำนวนประชากรของแต่ละรัฐอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือ จะต้องมีประชากรดำรงชีพอยู่ภายในขอบเขตของรัฐนั้น

2. ดินแดน รัฐต้องมีดินแดนอันแน่นอนของรัฐนั้น กล่าวคือ มีเส้นเขตแดนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั้งโดยข้อเท็จจริงและโดยสนธิสัญญา ทั้งนี้รวมถึงพื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศ

3. อำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้รัฐสามารถดำเนินการทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองภายในและภายนอก

4. รัฐบาล รัฐบาลคือ องค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินงานของรัฐในการปกครองประเทศ รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะสนองเจตนารมย์ของสาธารณชนในรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของ 



วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา



การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012





การเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012 มีกำหนดจัดการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2012 ตามเวลาในท้องถิ่น ซึ่งเป็นตามกฎการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกๆ 4 ปีจะจัดการเลือกตั้ง 1 ครั้ง โดยครั้งนี้นับเป็นการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 57
สำหรับผู้สมัครรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 57 นี้ บารัค โอบาม่า จาก พรรคเดโมแครก ได้ลงสมัครชิงเก้าอี้ตำแหน่งเดิมเป็นสมัยที่ 2 โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ มิตต์ รอมมีย์ จาก พรรครีพลับลีกันนอกจากผู้สมัครรายใหญ่ทั้ง 2 คนแล้ว ยังมีผู้สมัครคนอื่นๆ ได้แก่ แกรี่ จอห์นสัน จาก พรรคลิเบอร์ทาเรียน , จิล สตีนน์ จาก พรรคกรีน , เวอร์กิล กู๊ดด์ จาก พรรคคอนซิททูชั่น และ ร็อกกี้ แอนเดอร์สัน จาก พรรคจัสติส
ส่วนการนับผลการเลือกตั้ง ประชาชนจะทราบผลงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ธันวาคม 2012 ซึ่งจะแบ่งผลออกเป็น 2 แบบ คือ ป๊อปปูล่าร์ โหวต และ อีเล็กทรอรอล โหวต เนื่องจากการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะเลือกผู้แทนของพวกเขา เข้าไปเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งจากประชาชนจึงเหมือนเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งผลสุดท้ายต้องได้ อีเล็กทรอรอล โหวต มากกว่า 270 โหวต หรือเท่ากับ
ขณะที่กติกาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ยังได้กำหนดไว้ว่า ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด หมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนในมลรัฐนั้นๆ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด ดังนั้นหากมลรัฐใดมีจำนวนผู้เลือกตั้งมาก ก็ย่อมเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย (55 ที่) รัฐเท็กซัส (34 ที่) รัฐนิวยอร์ก (31 ที่) หรือ รัฐฟลอริด้า (27 ที่) เป็นต้น
ภายหลังจากการทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ก็จะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยประธานาธิบดีคนเดิมจะดำรงตำแหน่งอยู่จนเวลาเที่ยงวันของวันนั้น








ผลการเลือกตั้ง
ตามที่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2012 นี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่หนึ่งในสาม (33 คน) และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีขึ้นทุกสองปี) เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรสที่ 113 การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐสิบเอ็ดรัฐและอีกหลายการเลือกตั้งรัฐสภาของรัฐจะยังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันด้วย
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ที่จะเป็นตัวแทนประชาชนไปเลือกประธานาธิบดี มีทั้งหมด 538 เสียง ผู้ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีต้องได้รับคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งนี้ให้ได้ 270 เสียง จึงจะเป็นผู้ชนะ  เมื่อเวลา 11.15 น. ตามเวลาในประเทศไทย บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างไม่เป็นทางการ ไปด้วย 275 เสียง ส่วนมิตต์ รอมนีย์ ได้รับ 203 เสียง ในขณะนี้ (17.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย) โอบามาได้ 303 เสียง ส่วนรอมนีย์ได้ 206 เสียง
13.41 น. โอบามา ขึ้นเวทีแถลงชัยชนะ13.17 น. Huffingtonpost รายงานคะแนนเลือกตั้ง โอบามา 303 รอมนีย์ 203 คะแนน13.00 น. นายมิตต์ รอมนีย์ แถลงยอมรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไม่เป็นทางการ หลังพ่ายแพ้ต่อ นายบารัก   โอบามา ที่ได้รับเลือกเป็นผู้นำประเทศสมัยที่ 2 ติดต่อกัน11.51 น. Huffingtonpost รายงานคะแนนเลือกตั้ง โอบามา 290 รอมนีย์ 203 คะแนน11.40 น. บารัค โอบามา ทวีตขอบคุณหลังทราบว่าได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งแล้ว 275 เสียง เกินจากที่ต้องได้อย่างน้อย 270 เสียงเพื่อชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แม้ว่าผลการนับคะแนนในหลายรัฐยังไม่ออกมาก็ตาม11.38 น. CNN และ Fox News ประกาศ โอบามา ชนะการเลือกตั้ง11.16 น. NBC ประกาศ โอบามา ชนะการเลือกตั้ง11.15 น. ผลเลือกตั้ง โอบามา 275 รอมนีย์ 203 คะแนน11.00 น. ผลเลือกตั้ง โอบามา 244 รอมนีย์ 193 คะแนน








การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดเนื่องจากเป็นกระบวนการสรรหาผู้นำของประเทศสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวมีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงก่อให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับขั้นตอนการเลือกตั้งดังกล่าวมากพอสมควร

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือกระบวนการสรรหาบุคคลผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เริ่มต้นจากกระบวนการสรรหาผู้แทนของพรรคการเมืองผ่านการเลือกตั้งในระดับพรรคการเมืองของมลรัฐ หรือที่เรียกว่า Primary Election โดยกระบวนการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรรหาตัวแทนของพรรคเพื่อไปลงแข่งขันเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการสรรหาผู้แข่งขันของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเป็นการสรรหาบุคคลภายในพรรคที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเนื่องจากพรรคการเมืองทั้งสองเป็นพรรคการเมืองหลักของสหรัฐฯ มาเป็นเวลาช้านาน

กระบวนการสรรหาของทั้งสองพรรคจะเริ่มต้นโดยการสรรหาผู้ชนะในแต่ละรัฐก่อน ซึ่งวิธีที่ทั้งสองพรรคใช้ในการหาก็คือการเลือกตั้งแบบ Primary และ แบบ Caucus แต่แบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือแบบ Primary โดยการเลือกตั้งทั้งสองแบบมีวิธีการที่แตกต่างในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่ว่าพรรคในรัฐนั้นๆ ต้องการที่จะเลือกใช้แบบใด เช่นในบางรัฐ พรรคอาจจัดการเลือกตั้งให้กับเฉพาะบุคคลที่ลงทะเบียนกับพรรค หรือในบางรัฐ การเลือกตั้งอาจเปิดให้กับบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ การเลือกตั้งในระดับพรรคถือได้ว่าเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม กล่าวคือ เป็นการลงคะแนนให้กับตัวแทนที่ได้ให้คำปฏิญาณว่าจะไปลงคะแนนให้กับผู้แข่งขันในการประชุมพรรคระดับชาติ หรือ National Convention โดยตัวแทนเหล่านี้ได้รับการสรรหาโดยพรรคการเมืองในระดับรัฐ ทั้งนี้ ในรัฐส่วนใหญ่ จะมีกฎของพรรคในระดับรัฐควบคุมให้ตัวแทนลงคะแนนให้กับผู้แข่งขันตามที่ได้ตกลงกันไว้ (binding primary) จะมีเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้นที่ไม่มีกฎควบคุมดังกล่าว (non-binding primary)

ตามปกติแล้ว การเลือกตั้งภายในพรรคการเมืองจะเริ่มที่รัฐไอโอว่าและนิวแฮมป์เชียร์ เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งในสองรัฐนี้จึงได้รับความสนใจมากจากคนอเมริกัน เนื่องจากว่าผลการเลือกตั้งของสองรัฐนี้จะเป็นการสร้างกระแสและบ่งชี้ถึงผู้แข่งขันที่มีโอกาสได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการเข้าแข่งขันเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยสาเหตุนี้เอง จึงมีผู้วิจารณ์ว่าการเลือกตั้งไม่ควรเริ่มที่สองรัฐดังกล่าวเนื่องจากทั้งสองรัฐไม่ได้เป็นตัวแทนที่ดีของสหรัฐฯ ในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากมีรายได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของรัฐทั้งประเทศและในด้านลักษณะประชากรเนื่องจากประกอบไปด้วยประชากรผิวขาวเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ การเลือกตั้งในลักษณะนี้ส่งผลให้การเลือกตั้งในรัฐอื่นๆ ซึ่งมีกำหนดการเลือกตั้งหลังสองรัฐนี้เป็นระยะเวลานาน ไม่มีความสำคัญเนื่องจากทั้งสองพรรคได้รับตัวแทนเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว  หลังจากที่แต่ละรัฐสามารถหาผู้ชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐได้แล้ว ตัวแทนของผู้ชนะจากแต่ละรัฐจะไปรวมตัวกันในการประชุมพรรคระดับชาติ หรือ National Convention เพื่อร่วมกันลงคะแนนหาตัวแทนของพรรคในการเข้าแข่งขันเลือกตั้งประธานาธิบดี ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง จำนวนของตัวแทนในแต่ละรัฐจะมีจำนวนไม่เท่ากันและไม่แน่นอน    โดยพรรคแต่ละพรรคจะคำนวณหาจำนวนที่เหมาะสมของจำนวนของผู้แทนในแต่ละรัฐเพื่อลงคะแนนให้กับผู้เข้าแข่งขัน โดยอาจจะคำนวณจากจำนวนของประชากร หรือ แนวทางการลงคะแนนของการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ผ่านมา โดยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2547 พรรคเดโมแครตมีจำนวนตัวแทนทั้งหมด 4,353 คน และพรรครีพับลิกันมีจำนวนตัวแทนทั้งหมด 2,509 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวแทนเหล่านี้ไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวที่เป็นผู้กำหนดตัวแทนของพรรคในการเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเนื่องจากว่าทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันจะนำบุคคลซึ่งไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งในระดับ Primary มาร่วมลงคะแนนด้วยโดยเรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า Super-delegate ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของพรรคและนักการเมืองของพรรค โดยเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างมากในการร่วมกำหนดว่าใครจะเป็นตัวแทนของพรรคในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี